ทฤษฏี Chaos กับเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
ผมได้ยินคำว่า subprime mortgage เมื่อสองปีที่แล้วตอนกลับไปเมืองไทย แล้วพี่สาวให้ช่วยแปลอีเมล์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนนั้นก็คิดว่าปัญหา subprime ในสหรัฐฯจะส่งผลมาถึงเมืองไทยหรือประเทศอื่นๆได้ขนาดไหน แต่ผมลืมนึกถึงทฤษฎีเคออส หรือ butterfly effect ที่กล่าวว่าการเปลียนแปลงเพียงเล็กน้อยของสถานการณ์เริ่มต้นใดๆ อาจส่งผลกระทบรุนแรงกับระบบพลวัตรที่ขึ้นอยู่กับมัน
ปัจจุบันเราอยู่ในโลกโลกาภิวัฒน์ที่ทุกอย่างเชื่อมต่อเกี่ยวเนื่องกันโดยที่เราคาดไม่ถึง ปัญหา subprime ที่เกิดจากการที่ธนาคารในสหรัฐปล่อยสินเชื่อให้คนกู้เงินซื้อบ้านโดยไม่ตรวจเช็คหลักฐานและความสามารถในการผ่อนของลูกค้า ที่ส่วนใหญ่ซื้อเพื่อเก็งกำไร หรือซื้อบ้านใหญ่เกินกำลังผ่อน จนทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐพังลงในช่วงปีที่แล้ว เมื่ออุปสงค์ต่ำกว่าอุปทาน ฟองสบู่บ้านแตก ดึงให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องตกลงไปด้วย
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อุตสาหกรรมนี้ เพราะหนึ่งในผู้รับผลกระทบคือธนาคารและสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อ เมื่อสถาบันการเงินที่เป็นเหมือนหัวใจของเศรษฐกิจขาดทุนและเข้มงวดต่อการให้สินเชื่อ เลยทำให้ธุรกิจด้านอื่นๆขาดสภาพคล่อง ต้องรัดเข็มขัด ปลดพนักงาน จนทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย เพราะกลัวว่าถ้าตกงานจะไม่มีเงินสำรอง เลยทำให้สินค้าขายไม่ดี บริษัทก็ยิ่งปลดพนักงานลง กลายเป็นวงจรอุบาทว์ (vicious cycle) ไป
ช่วงสามเดือนที่ผาน เศรษฐกิจหดตัวของสหรัฐ ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เพราะสหรัฐเป็นหนึ่งในผู้บริโภคใหญ่ของประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรถยนต์จากญี่ปุ่น ธุรกิจเกษตรกรรมของเอเชีย ธุรกิจสินค้าทั่วไปจากจีน ธุรกิจการเงินในยุโรป ธุรกิจน้ำมันในประเทศอาหรับ ใครจะไปคิดว่าแบงค์ในไอซ์แลนด์จะถูกปิดเพราะปัญหาที่เกิดจาก subprime ในสหรัฐ ยังไม่รวมไปถึงตลาดหุ้นที่ถูกกระทบไปทั่วโลก
ผู้ว่าแบงค์ชาติสหรัฐเบอแนนกี้เคยพูดว่าปัญหาครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาเงินขาดตลาด แต่เป็นปัญหาจิตวิทยา เมื่อคนเกิดความกลัว จนทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง ธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้ข้ามธนาคาร เพราะกลัวไม่ได้เงินคืนถ้าธนาคารอื่นล้ม หรือไม่ยอมปล่อยเงินกู้ให้ลูกค้า เพราะกลัวความเสี่ยงไม่ได้เงินคืน วิธีการแก้ปัญหาจึงอยู่ที่การสร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจให้กลับมาอีกครั้ง แต่จะทำยังไงล่ะ เมื่อคราวนี้ปัญหาลามไปทั่วโลก รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาของตนได้ ถ้าทุกประเทศไม่ร่วมมือกัน แต่ใครล่ะที่จะช่วยประสานงานในระดับมหภาคโลกได้ ธนาคารโลก หรือ IMF?
ในสหรัฐช่วงนี้มีการปลดพนักงานเยอะมาก อาทิตย์ที่แล้วอาทิตย์เดียวมีการประกาศปลดพนักงานเกินกว่าหนึ่งแสนคน เพราะความ “กลัว” ที่ธุรกิจปีนี้จะทรุดไปกว่าปีที่แล้ว นี่จะกลายเป็นปัญหาผลกระทบของการกระพือปีกของผีเสื้ออีกรอบ และจะส่งผลกระทบไปขนาดไหน เมื่อไรเศรษฐกิจโลกจะย้อนกลับมาอยู่ในทางบวกอีกครั้ง และเมื่อเหตุการณ์นี้ผ่านไป เราจะมีมาตรการอย่างไรที่จะไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีก คงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆต้องขบคิดและดำเนินมาตรการให้รอบคอบ
ในฐานะผู้บริโภคอย่างเรา คงต้องทบทวนแผนการใช้จ่ายเงิน ไม่ควรหยุดใช้จ่ายเพราะจะทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจตึงตัว ควรใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นและสิ่งที่ควรเพื่อช่วยให้เงินหมุนเวียน แต่ไม่ควรใช้จ่ายเงินเกินตัว จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
เมื่อไรนะที่วงจรอุบาทว์รอบนี้จะจบลง






