On this day I see clearly. Everything has come to life
A bitter place and a broken dream
And we'll leave it all behind
On this day its so real to me. Everything has come to life
Another chance to chase a dream. Another chance to feel
Chance to feel alive

เนื้อหาสงวนลิขสิทธิ์ © 2010 weerasak.com

Archive for กันยายน 2008

เรื่องของเด็กตาบอด

ได้เรื่องนี้มาจากอีเมล์พี่ monta อ่านแล้วประทับใจเลยขอคัดลอกมาลงไว้ที่นี่ ลองอ่านดูแล้วจะเข้าใจว่าเรื่องเดียวกัน มองต่างมุม ก็ทำให้ได้รับผลแตกต่างกัน การมองต่างมุมในแง่ดีจะสามารถสร้างกำลังใจชีวิตขึ้นอีกเป็นกองเลย

A blind boy sat on the steps of a building with a hat by his feet.
He held up a sign which said: ‘I am blind, please help.’
There were only a few coins in the hat.

A man was walking by.
He took a few coins from his pocket and dropped them into the hat.
He then took the sign, turned it around, and wrote some words.
He put the sign back so that everyone who walked by would see the new words.

Soon the hat began to fill up.
A lot more people were giving money to the blind boy.

That afternoon the man who had changed the sign came to see how things were.

The boy recognized his footsteps and asked, ‘Were you the one who changed my sign this morning?

“What did you write?’

The man said, ‘I only wrote the truth. I said what you said but in a different way.’
What he had written was: ‘Today is a beautiful day and I cannot see it.’
Do you think the first sign and the second sign were saying the same thing?

Of course both signs told people the boy was blind.
But the first sign simply said the boy was blind.
The second sign told people they were so lucky that they were not blind.
Should we be surprised that the second sign was more effective?

Moral of the Story: Be thankful for what you have. Be creative. Be innovative. Think differently and positively.
Invite others towards good with wisdom.
Live life with no excuse and love with no regrets.
When life gives you a 100 reasons to cry, show life that you have 1000 reasons to smile.
Face your past without regret.
Handle your present with confidence.
Prepare for the future without fear. Keep the faith and drop the fear.

Great men say, ‘Life has to be an incessant process of repair and reconstruction, of discarding evil and developing goodness…. In the journey of life, if you want to travel without fear, you must have the ticket of a good conscience.’

The most beautiful thing is to see a person smiling…
And even more beautiful is, knowing that you are the reason behind it!!!

ความคิดเห็น (7)

แนวโน้มราคาบ้านในชิคาโก

ปกติผมชอบติดตามราคาบ้านในชิคาโกจากเวบ Trulia.com นอกจากเช็คราคาแล้ว จะได้ดูว่าเค้าตกแต่งห้องกันยังไง และวิวจากแต่ละตึกเห็นวิวแบบไหนบ้าน

ช่วงปีนี้ใครๆก็รู้กันว่าบ้านราคาตก จากปัญหา subprime และการขอเครดิตกู้บ้านยากขึ้น พื้นที่ที่โดนผลกระทบมากคือแคลิฟอร์เนียและฟลอริด้า ผมเลยลองเช็คดูว่าแล้วเมืองใหญ่อย่างชิคาโก จะโดนผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ไปเจอกราฟนี้

Chicago median sales prices
Chicago Recently Sold Homes

ปรากฏว่าราคาบ้านกลับสูงขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นมาสองเท่าภายในแปดปี เฉลี่ยราคาบ้านขึ้นปีละ 12.5% นับว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับคนที่ซื้อบ้านตั้งแต่ปี 2000 แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คือราคาบ้านในช่วงปัญหา subprime กลับไม่ได้แย่อย่างที่คิด ในทำนองตรงข้าม ปี 2007 ราคาบ้านโดยเฉลี่ยกลับอยู่ตัว ในขณะที่ครึ่งปีแรกของปีนี้ ราคาเฉลี่ยกลับสูงขึ้น สวนกระแสตลาดบ้านสหรัฐ

ผมมาวิเคราะห์ดู มองได้สองกรณี คือ ตลาดชิคาโกค่อนข้างสเถียร ไม่หวือหวา คนซื้อเพื่ออยู่มากกว่าเก็งกำไร ทำให้อุปทานกับอุปสงค์ ไม่ต่างกันมาก ราคาเลยไม่ตกฮวบฮาบอย่างตลาดที่เติบโตเร็วที่อื่น อีกกรณีคือ บ้านขายไม่ดีเหมือนที่อื่น ทำให้บ้านราคาถูกกลับไม่มีคนสนใจ คนไปซื้อบ้านที่ราคาแพงที่ขายลดราคามากขึ้น ทำให้ราคาเฉลี่ยสูงขึ้น ซึ่งสมมติฐานนี้ผมคิดว่ามีโอกาสเป็นจริงสูง หลังจากได้อ่านบลอกนายหน้าขายบ้าน ที่สรุปว่าจำนวนบ้านขายได้น้อยลง และคนที่มีศักยภาพในการซื้อบ้านปีนี้ เป็นคนที่มีฐานะ มีเงินเก็บเยอะพอ ที่ไม่ต้องพึ่งการกู้บ้าน หรือมีเครดิตดีพอ เค้าแนะนำว่าถ้าคุณมีเงินเก็บเพียงพอ ปีนี้จะเป็นปีทีเหมาะสมกับการซื้อบ้าน เพราะคนขายมีแนวโน้มที่จะยอมลดราคา หรือแจกแถมมากกว่าปกติ เพราะกลัวกระแสปัญหาตลาดบ้านที่ใช้เวลารอขายนาน

นอกจากนี้ปีนี้รัฐบาลสหรัฐยังมีโครงการลดภาษีให้กับคนซื้อบ้านปีนี้อีกหลายพันเหรียญเสียด้วย ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็ไม่สูง ใครซื้อบ้านช่วงนี้น่าจะโชคดีนะ

ความคิดเห็น (1)

ไปกินไอติมถ้วยยักษ์ที่ Margie’s Candies

ย่าน Bucktown เป็น neighborhood สไตล์ hip ที่คนรู้จักกันดีในชิคาโก เพราะมีร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ และอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟสายสีน้ำเงิน หนึ่งในร้านที่คนรู้จักกันดี คือร้านไอติม Margie’s Candies ที่เป็นทั้งร้านขายขนมหวาน ช๊อกโกแล๊ต และมีที่นั่งให้สั่งไอติมกิน เปิดมากว่า 80 ปีแล้ว

ไอติมที่นี่ถ้วยใหญ่มาก เค้าเสิร์ฟในถ้วยเซรามิกทำเป็นรูปเปลือกหอย และมีทั้งซันเดย์ และบานาน่าสปลิตให้สั่ง และมีถ้วยใส่ Fudge หรือแยมผลไม้สดให้ราดไอติมที่สั่ง

อย่างชามนี้เป็นไอติมนิวยอร์กเชอร์รี่กับช๊อกโกแล๊ตชิปกับวิปครีมโรยถั่ว ราดด้วยแยมราสเบอร์รี่

ส่วนชามนี้มีนิวยอร์กเชอร์รี่กับพิแทสชิโอ(ไอติมถั่วสีเขียว) ราดด้วยแยมพีชกับราสเบอร์รี่

ตกสนนชามละ $4.95 ไม่รวมภาษี เดี๋ยวนี้ภาษีอาหารในชิคาโกขึ้นมาเป็น 11.5% แล้ว แพงมาก บวกทิปอีก 15% ก็ค่อนข้างแพงทีเดียว แต่กินทีอิ่ม รสชาติผมว่าปานกลาง ร้านเล็กไปนิด ตกแต่งแบบสไตล์ parlor สมัยเก่า ใครยังไม่เคยไป ลองไปชิมสักครั้ง ร้านนี้เปิดตั้งแต่เก้าโมงเช้าจนถึงเที่ยงคืนทุกวันเลยครับ

Margie’s Candies (Bucktown)
1960 N. Western Ave., Chicago
Tel: (773) 384-1035


View Larger Map

ความคิดเห็น (1)

แนะนำหนังสือ Ruby Cookbook

คนทำงานวงการไอทีค่อนข้างมีกรรมอย่างนึง ก็คือต้องขวนขวายติดตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ใครเป็นนักพัฒนาซอฟท์แวร์คงทราบกันดีว่าเรามีทางเลือกมากมายขนาดไหน จนต้องเลือกศึกษาภาษา/เฟรมเวิร์ค/ไลบรารีให้เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจและตลาดแรงงาน

สำหรับคนที่สนใจภาษารูบี้ และสำหรับคนที่ต้องการศึกษาภาษาเสริม คงอาจเริ่มจากคัมภีร์ภาษารูบี้ Programming Ruby ที่มีชื่อเล่นว่า Pickaxe book ที่มีให้อ่านทั้งเป็นรูปเล่ม(ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2)และอ่านฟรีออนไลน์(ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1)กันมาแล้ว เล่มต่อไปที่อยากแนะนำให้อ่าน คือ Ruby Cookbook เล่มนี้ เขียนโดย Lucas Carlson, Leonard Richardson ตีพิมพ์ตั้งแต่ July 2006 กว่าสองปีแล้ว แต่เนื้อหายังทันสมัยอยู่ ครอบคลุมรูบี้ 1.8 และอ้างถึง 1.9 ที่ยังไม่ออกเป็นทางการเป็นช่วงๆ

เล่มนี้หนา 906 หน้า เขียนเป็นแนวตำราการใช้รูบี้ตั้งแต่ออบเจ็คพื้นฐาน อย่าง String, Date, Array, Object ไปจนถึงเรื่องที่ซับซ้อนอย่าง Metaprogramming, Graphics, Database, Internet programming แถมบทเกี่ยวกับ Rails และการแพกเกจโค้ดเป็น gem ตลอดจนเทคนิคการวัดประสิทธิภาพโปรแกรมที่เราเขียนด้วย

เล่มนี้เหมาะสำหรับคนที่พอเริ่มรู้รูปแบบภาษารูบี้ แล้วต้องการศึกษาเทคนิคการเขียนในแง่ต่างๆ ผมค่อนข้างชอบอ่านสไตล์ cookbook เหมือนกับเป็นตำราอาหาร ที่อยากทำอาหารด้านไหน ก็พลิกไปอ่านรายละเอียดบทนั้น มีสูตร/เทคนิคเป็นโค้ดตัวอย่าง และมีคำอธิบายค่อนข้างละเอียด

แต่กว่าจะอ่านจบก็ใช้เวลาหลายเดือน แต่คิดว่าคุ้มค่ากับเวลา และทำให้เห็นภาพของการเขียนรูบี้ตามสไตล์รูบี้ และทำให้อ่านโค้ดเข้าใจมากขึ้น

ใครนำรูบี้ไปใช้กับ Rails คงต้องซื้อหนังสือเกี่ยวกับ Rails มาอ่านเพิ่ม เพราะเล่มนี้ไม่เน้นเรื่อง Rails ตอนนี้ผมกำลังอ่าน The Rails Way อยู่ ไว้อ่านจบแล้วจะมาแนะนำอีกทีครับ

ความคิดเห็น

Wario บุก!

ใครได้ดู YouTube อันนี้แล้วบ้าง ลองเข้าไปดูกัน เค้าใช้ Wii บังคับ Wario บุกโลก Mario จน YouTube กระเจิง ในโครงการ Experience Wii

ป.ล. ขอบใจน้องกาญจน์ที่ส่งลิงก์มาให้

ความคิดเห็น (1)

« ดูรายการก่อนหน้านี้