On this day I see clearly. Everything has come to life
A bitter place and a broken dream
And we'll leave it all behind
On this day its so real to me. Everything has come to life
Another chance to chase a dream. Another chance to feel
Chance to feel alive

เนื้อหาสงวนลิขสิทธิ์ © 2010 weerasak.com

Archive for เมษายน 2007

ธุรกิจการตลาดขั้นบรรได (MLM) ผ่านเน็ตกับแมงเม่าพร้อมบินเข้ากองไฟ

ธุรกิจหากินกับความโลภของมนุษย์เป็นหนึ่งในธุรกิจเก่าแก่ที่คงไม่มีวันสิ้นสุดง่ายๆ อย่างล๊อตเตอร์รี่ คาสิโน บ่อน แชร์ลูกโซ่ หวยใต้ดิน บางคนบอกว่าเป็นเรื่องของการซื้อความหวัง เป็นโอกาสแม้จะหริบรี่แต่ก็สุขใจที่มีความหวังว่าจะร่ำรวยถ้าโชคเข้าข้าง อันนี้ไม่ว่ากันเพราะเป็นความสุขความหวัง และแต่ละคนก็รู้ถึงโอกาสความน่าจะเป็นที่ริบหรี่ที่ตัวเองจะโชคดีถูกรางวัลใหญ่ๆ

ธุรกิจอีกแบบที่ผมอยากจะเล่าวันนี้คือธุรกิจการตลาดแบบลูกโซ่ หรือภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า multi-level marketing (MLM) ที่หากินกับเงินของสมาชิกในฐานปิระมิด โดยหลักการง่ายนิดเดียว คือ ทุกคนเอาเงินมาลงขันไว้ แล้วไปหาสมาชิกมาร่วมวงภายใต้ชื่อตัวเอง เราก็จะได้ส่วนแบ่งจากจำนวนสมาชิกภายในฐานปิระมิดที่เราอยู่บนยอด ยิ่งมีสมาชิกมากก็ยิ่งได้ส่วนแบ่งมาก คนที่อยู่บนยอดสูงๆก็จะร่ำรวย ทำให้จูงใจให้สมาชิกใหม่เห็นตัวอย่างอยากรวยบ้าง มาสมัครเป็นฐาน ยอมเสียเงิน และต้องหาสมาชิกใหม่มาเป็นฐานของตัวเอง ซึ่งจะเริ่มยากขึ้นๆและพบว่าส่วนแบ่งที่ได้เริ่มไม่คุ้มกับเงินลงทุน ในที่สุดก็ต้องเลิก ตัดหนี้สูญไป

ถ้าธุรกิจหากินจากเงินสมาชิกอย่างเดียว คนก็จะจับทางได้ เค้าเลยหาธุรกิจเสริมมาบังหน้า เช่น การขายสินค้าที่ราคาสูง เพื่อกำไรส่วนหนึ่งเจียดมาเป็นเงินลงเข้าลูกโซ่ กินกันเป็นทอดๆ (จากระดับตัวเอง จนไปถึงคนที่เป็นยอดปิระมิด) คนในปิระมิดก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักขาย นำเสนอสิ่งดีๆให้ลูกค้า และพยายามดึงลูกค้ามาเป็นสมาชิก เสียเงินค่าสมัครเพื่อมาเลี้ยงปิระมิดของตัวเองต่อไป

เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ที่หมุนในปิระมิดมาจากฐานปิระมิด การที่ปิระมิดจะอยู่รอดได้ ก็ต้องหาเหยื่อ..เอ้ย..สมาชิกใหม่ๆเข้ามา ดังนั้น ธุรกิจแนวนี้จึงต้องมีการทำการตลาด ไม่ว่าจะเป็นเปิดสัมมนากับคนที่ละเยอะๆ หรือนัดประชุมเป็นกลุ่มย่อยๆ หรือนัดคุยเป็นรายคน เพื่อจูงใจ ขายฝัน ยกตัวอย่างคนที่รวยจากธุรกิจนี้ คนที่หลงเชื่อก็จะยอมเสียเงินสมัครค่าสมาชิกและตกเข้าสู่วงจรลูกโซ่ต่อไป

เมื่อคนส่วนใหญ่เริ่มรู้จักข้อเสียของธุรกิจลูกโซ่ คนกลุ่มนี้ก็เริ่มหากินยากขึ้น จนกระทั่งพวกเค้ามาพบขุมทองแหล่งใหม่ นั่นก็คือ อินเตอร์เน็ต โลกไร้พรมแดนที่เหมาะสำหรับหากินบนความเดือดร้อนของผู้อื่นในวงกว้างมากขึ้น ภายในเดือนนี้เดือนเดียวผมเจอกรณีศึกษา 2 เรื่องที่อยากมาเล่าและเตือนให้พวกเราระวัง

เรื่องที่ 1 มาลงทุนกับกองทุนจากสวิส ด้วยผลตอบแทนสูง 25% ต่อเดือน!

นักลงทุนสุจริตที่มีชื่อเสียงระดับโลก ยังไม่เก่งพอที่จะทำธุรกิจที่ได้ผลตอบแทนสูงขนาดนี้ ลองคิดดูว่าได้เงินคืน 25% ทุกๆเดือน ปีนึงก็ได้ 25% x 12 = 300% ไม่รวมดอกเบี้ยทบต้น อะไรจะดีขนาดนี้ เพียงแค่กดปุ่มลิงก์จากคนชวนเชื่อ แล้วจ่ายตังค์เท่านั้นเอง แล้วเค้ารับรองว่าเงินจะไหลมาเทมา ง่ายจริงๆ

เรื่องที่ 2 มาซื้อหุ้น 1 หุ้น กับกองทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงจากอเมริกา ผลตอบแทนรายวัน 2.5%

ปีนึงมี 365 วัน ดังนั้นคุณรับเงินเนาะๆ 2.5% x 365 ได้กี่ร้อยเปอร์เซนต์ รวยไปเลย ซื้อหุ้นๆเดียวสามพันกว่าบาท ไม่ต้องเสียมากกว่านี้ ประกันความเสี่ยงดีแฮะ เพียงแค่ 100 วันแรกห้ามถอนเงินออกและไม่ได้เงินตอบแทน ไม่เป็นไร รอสามเดือนนิดๆ เดี๋ยวก็รวย

กองทุนทั้งสองกรณี มีเวบหน้าตาหรูหรา สวยงาม ดูมืออาชีพ มีรายละเอียดน่าเชื่อถือ อ้างถึงธนาคารดัง มีรายชื่อผู้บริหาร มีลิงก์ไปที่เวบอื่นๆ เช่น ตลาดหุ้น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา มีสมาชิกที่เขียนชื่นชม ทุกคนร่ำรวยแบบนี้ แบบนี้เราจะไม่ลงทุนทันทีเลยก็โง่เต็มทน เอ๊ะ ทำไมผมถึงท้วงล่ะ หรือว่าผมไม่อยากเห็นคนอื่นรวย

คำตอบก็คือว่า คุณจะเชื่อไหมว่ากองทุนทั้ง 2 กรณี ไม่มีตัวตนจริง และทุกคนสามารถค้นความจริงได้โดยใช้เวลาค้นเพิ่มจากอินเตอร์เน็ตภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที!

โลกอินเตอร์เน็ต เป็นโลกที่คนสองฝั่งติดต่อกันโดยไม่รู้ว่าอีกฝั่งเป็นใคร คุณอยากสร้างภาพเป็นเจ้าชายเจ้าหญิง เป็นเศรษฐี เป็นตัวแทนบริษัทยิ่งใหญ่มั่นคง หรือเป็นกระยาจก ได้โดยที่อีกฝั่งไม่มีทางได้รู้เลย มองกลับกัน คนกลุ่มหนึ่งไปจดทะเบียนตั้งเวบเพจที่ไม่ยอมบอกที่อยู่ติดต่อ หรือบอกที่อยู่ที่ไม่มีตัวตนจริง ทำเวบเพจสวยๆ อ้างข้อมูลที่ฟังดูน่าเชื่อถือ ลิงก์ไปที่เวบ (ปลอม) อื่นๆ และขายความหวัง ใช้ธรรมชาติความโลภของคนเป็นแรงจูงใจให้คนหลงเชื่อ ลืมตรวจสอบ หรือคนที่รู้แต่อยากรวยทางลัดโดยหวังว่าตัวเองจะได้เงินตอบแทนคืนก่อนที่บริษัทเหล่านี้จะหายตัวไปกับสายลม…

กรณีศึกษาที่ 1 ผมค้น google ด้วยชื่อกองทุน และเจอลิงก์ไปที่บลอกของฝรั่งคนนึงที่พยายามตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าที่ตั้งของกองทุนนี้ปลอม ตึกที่เค้าอ้างมีจริง แต่ไม่มีชื่อบริษัทนี้ตั้งอยู่ เบอร์โทรศัพท์ที่ให้ เมื่อโทรแล้วมีคนรับจริง แต่เป็นบริษัทที่รับจ้างรับโทรศัพท์และไม่รู้รายละเอียดของธุรกิจนี้เลย ผู้บริหารที่อยู่ในเวบ มีชื่อมีรูป แต่ปรากฏว่าชื่อผู้บริหารคนเดียวกัน มีรูปประกอบสองรูปแต่ๆละรูปเค้ามีหน้าตาไม่เหมือนกัน สงสัยคนทำเวบลืมเช็ค และกองทุนนี้ตั้งมาหลายสิบปีแล้ว แต่เวบกลับเพิ่งจดทะเบียนเมื่อปีสองปีนี่เอง เค้าตรวจสอบไปถึงสถานทูตสวิส เค้าตรวจสอบและพบว่าไม่มีกองทุนนี้จริง และกองทุนนี้ไม่ได้จดทะเบียนในสวิสแน่ๆ ยิ่งไปกว่านั้นธนาคารที่อ้างถึงในเวบก็เป็นธนาคารมาเลเชีย (กองทุนสวิสแต่ใช้ธนาคารจากมาเลเชีย!) ก็บอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และแถลงเตือนไว้ด้วย

กรณีศึกษาที่ 2 เวบนี้เพิ่งตั้งใหม่มาก เมื่อเดือนที่แล้ว จดทะเบียนเวบโดยซ่อนที่อยู่ติดต่อ มีแต่ชื่อผู้จดทะเบียน ซึ่งผิดปรกติสำหรับเวบของธุรกิจที่ควรจะบอกที่อยู่ติดต่อ ให้ชัดเจน และแน่นอน และเมื่อค้น google ก็พบว่าชื่อบริหารที่เค้าแสดงชื่อไว้ ไม่มีตัวตน และไม่มีใครพูดถึงกองทุนนี้เลย นอกจากคนชวนเชื่อที่ทำลิงก์ให้คนอื่นสมัคร โอ้โห กองทุนที่ให้ผลตอบแทนเยอะๆขนาดนี้ กลับไม่มีคนรู้จักเลย

กรณีศึกษาแรกผมเจอคนไทยคนนึงโพสต์ไว้ในเวบบอร์ดพัฒนาซอฟท์แวร์ มีคนทักว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับบอร์ดที่นี่ ประกอบกับผมทักว่าฟังดูเหมือนธุรกิจขั้นบรรได เค้าก็ยังไม่ยอมรับ และพยายามให้เหตุผลต่อว่าเป็นกองทุนที่ได้เงินจริงๆ สมัครผ่านลิงก์ที่เค้าให้ (แน่นอน ลิงก์มีรหัสคนแนะนำ) สิ จนผมต้องค้นข้อมูล มาแจ้งให้เค้ารู้ เสร็จแล้วเค้าก็หายไปเลย

น้องอีกคนนึงที่ผมรู้จักทำงานเกี่ยวกับซื้อขายหุ้นมาก่อน เค้าส่งลิงก์เวบกรณีที่ 2 แล้วถามผมว่ากองทุนเชื่อถือได้ไหม ผมถามกลับไปว่าได้ลองค้นข้อมูลเพิ่มเติมแล้วหรือยัง เค้าบอกว่ายัง ผมเลยช่วยค้นข้อมูลให้ และบอกว่าอยากตกเป็นเหยื่อของธุรกิจขั้นบรรไดไหม พอเค้าเริ่มเข้าใจ เค้าก็บอกว่าอืม เค้าอ่านแต่ข้อมูลภายในเวบนั้น และฟังดูน่าเชื่อถือ แถมไม่ต้องลงทุนมากด้วย พอเค้ารู้ เค้าก็เลยโทรไปบอกเพื่อนๆให้ระวัง ก่อนที่จะเสียตังค์ฟรีๆ

ผมเชื่อว่าเวบทั้ง 2 กรณีถ้าไม่ถูกสั่งปิดเสียก่อน ก็คงเปิดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าเจ้าของเค้าจะทำเงินได้มากพอแล้วก็ปิดเวบหายตัวไป และติดตามตัวไม่ได้ ตอนนั้นคงจะมีเดือดร้อนไปอีกจำนวนมาก

บทเรียนของกรณีศึกษานี้ คือ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆยิ่งในโลกอินเตอร์เน็ตที่ต่างคนต่างไม่รู้จักกัน อะไรที่อ่านแล้วรู้สึกว่า too good to be true ได้อะไรง่ายๆโดยไม่ต้องทำอะไรมาก ยิ่งต้องระวัง ความโลภเป็นสิ่งที่คนเอามาหากินมานมนาน และยังได้ผลกับกลุ่มคนที่รู้ไม่ทัน หรือพวกที่รู้แต่ตั้งใจหากินในความเดือดร้อนคนอื่นโดยความหวังว่าตัวเองจะอยู่ยอดๆของปิระมิดและเผื่อจะได้เงินคืนทันก่อนที่ปิระมิดจะล้ม

ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอกครับ อย่าอยากรวยเร็วเลย ได้ง่ายเสียง่าย (ส่วนใหญ่จะเป็นเสีย) ทำงานสุจริต สร้างพื้นฐานมั่นคงแบบค่อยเป็นค่อยไปดีกว่านะครับ

ความคิดเห็น (6)

แนะนำบทความ “สิ่งที่สตาร์บั๊คต้องทำ” จาก John Moore

ผมเพิ่งเปิดหัวข้อใหม่ ‘ธุรกิจบริหารจัดการ’ เพื่อพูดคุยถึงมุมมองธุรกิจ จากข่าวสาร หนังสือ บทความที่ผมติดตามอ่าน และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้สนใจติดตาม เพิ่มความรู้ทางด้านนี้

เรื่องแรกที่ผมอยากจะแนะนำ คือ บทความ What must Starbucks do? เขียนโดย John Moore อดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทสตาร์บั๊ค เจ้าตลาดกาแฟ ที่มีสาขาทั่วโลกกว่า 13,000 แห่ง และมีสาขาเปิดใหม่วันละเฉลี่ยเก้าแห่งกระจายไปทั่วโลก

ปัญหาที่บริษัทที่ประสบความสำเร็จสูงๆอย่างสตาร์บั๊ค ก็คือ การประคับประคองความสำเร็จของตัวเองจนลืมรากฐานจุดยืนของตน สตาร์บั๊คเคยเป็นแฟรนไชส์ที่เน้นขายกาแฟที่มีรสชาติดี ปรุงโดยนักกาแฟบาริสต้า (barista) ที่มีความสามารถ มาตรฐานในการทำกาแฟ และเป็นมิตรกับลูกค้า ประกอบกับร้านค้าที่ออกแบบเป็นกันเอง ทำให้คนนิยมอุดหนุนและกลายมาเป็นร้านค้าสาขาตัวอย่างที่มีคนซื้อลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ เปิดสาขาไปทั่วโลก

เมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้น ทดจะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ และนักลงทุนมองความสำเร็จของบริษัทที่กำไร ที่ตัวเลขจำนวนสาขาเปิดใหม่ ที่จำนวนลูกค้าและเงินที่ลูกค้าใช้ซื้อของภายในร้าน เลยทำให้นโยบายบริษัทเปลี่ยนไป เพื่อสร้างผลกำไร มีการนำเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติมาใช้ จนทำให้ขาดเสน่ห์ของร้านกาแฟที่มุ่งเน้นการชงกาแฟโดยความสามารถของบาริสต้าเก่งๆ การออกแบบขั้นตอนการสั่งซื้อและรับกาแฟของลูกค้าให้ดำเนินไปโดยเร็ว การขายของเกี่ยวเนื่อง เช่น ซีดีเพลง อาหาร ขนม หนังสือ ของที่ระลึก จนทำให้ จุดยืนเรื่องกาแฟลดความสำคัญลง ตลอดจนความเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการร้านกาแฟ มีอำนาจการซื้อ เอารัดเอาเปรียบคนปลูกกาแฟ และเบียดร้านขายกาแฟท้องถิ่น ตลอดจนสาขาที่ดูเกลื่อนกราดทุกหัวมุมถนน สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพพจน์ของยี่ห้อเปลี่ยนไป และทำให้ลูกค้าที่เคยอุดหนุนสตาร์บั๊คเปลี่ยนไปอุดหนุนเจ้าอื่น

นอกจากปัญหาเรื่องยี่ห้อแล้ว สตาร์บั๊คยังมีคู่แข่งที่พยายามท้าชิง อย่างแฟรนไชส์ Caribou จากมินนิอาโซต้า ที่ดังในแถบกลางประเทศสหรัฐ หรือแม้กระทั่ง ออปองแปง ที่ดังในแถบฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ ต่างพยายามท้าชิงความเป็นหนึ่งในวงการร้านกาแฟ นี่ยังไม่รวมถึงร้านกาแฟระดับท้องถิ่น หรือระดับเมือง ที่มีมากมาย แล้วสตาร์บั๊คจะทำอย่างไรถึงจะประคองความเป็นหนึ่งในวงการนี้ได้

สตาร์บั๊คเองไม่ได้มีเพียงแค่ธุรกิจแฟรนไชส์ร้านกาแฟเท่านั้น เค้ายังมีกาแฟบรรจุขายตามร้านค้า มีสาขาแบบ drive thru มีเรคคอร์ดของตัวเอง มีไอติม Frappuccino อร่อยๆขายตามซุปเปอร์ ก็เป็นการกระจายธุรกิจไปได้ในระดับหนึ่ง

แต่ถ้ามองที่ธุรกิจหลัก การขายกาแฟตามสาขา แม้จะมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์เดียว แต่ถ้ามองดีๆแล้ว สาขาแต่ละแห่ง มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแตกต่างกันตามทำเลที่ตั้ง ถ้าสาขาหนึ่งตั้งใจกลางย่านธุรกิจ ในขณะที่อีกสาขาหนึ่งตั้งใกล้โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย น่าจะมีการวางตำแหน่งสินค้าที่แตกต่างกัน การที่สตาร์บั๊คกำหนดมาตรฐานของทุกสาขาเหมือนๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งร้าน ราคา การจัดเลย์เอาท์ สินค้าที่ขาย แม้จะดีที่ทำให้ลูกค้าคุ้นเคยไม่ว่าจะไปสาขาไหน และเป็นการลดค่าใช้จ่ายจากการทำอะไรเหมือนกันๆ แต่มันขาดการปรับแต่ง และความเข้าใจว่าลูกค้าในแต่ละกลุ่มเป้าหมายมีความต้องการแตกต่างกัน

ลูกค้าที่เป็นนักธุรกิจต้องการบริการที่รวดเร็ว แวะซื้อกาแฟเพื่อไปกินที่ที่ทำงานตน ในเน้นนั่งในร้าน ดังนั้นสาขาไม่จำเป็นต้องใหญ่ เปลืองค่าเช่าแพงๆ แต่ต้องมีพนักงานและเครื่องทำกาแฟมากพอ และจัดขั้นตอนการให้บริการที่เน้นประสิทธิผลความเร็ว ที่จะทำให้บริการลูกค้าจำนวนมากๆในชั่วโมงธุรกิจ ลูกค้าจะได้ไม่ต้องรอนาน จนกระทั่งเปลี่ยนใจไม่ซื้อ เดินไปซื้อร้านคู่แข่งแทน ลูกค้ากลุ่มนี้เราต้องเน้น efficiency

ในขณะที่ลูกค้าแถวสถาบันการศึกษา หรือเขตที่พักอาศัย ต้องการแวะร้านกาแฟเพื่อดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟและบรรยากาศภายในร้าน พวกเค้าต้องการใช้เวลาอยู่ในร้าน ต้องการนั่งสบายๆ คุยกับเพื่อนที่มากินกาแฟด้วยกัน หรือมานั่งทำงาน ทำการบ้าน อ่านหนังสือ ในบรรยากาศสบายๆ อยากให้คนทำกาแฟรู้จัก และต้องการใช้เน็ตฟรี หรือมีปลั๊กไฟให้ต่อแลปทอปทำงานในร้าน สาขากลุ่มนี้ควรมีเนื้อที่กว้างขวาง สร้างบรรยากาศให้คนอยากเข้าร้าน ลูกค้าเต็มใจที่จะรอ ถ้าต้องเสียเวลาเข้าแถวซื้อกาแฟสักนิดก็ตาม การสร้างบรรยากาศชุมชน การส่งเสริมให้มีการแสดงของวงดนตรีท้องถิ่น เป็นจุดที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาบ่อยๆ ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องเน้น personalization experience

กลยุทธการรักษาแบรนด์ที่มีขนาดใหญ่ ควรวิเคราะห์ STP (Segmentation, Targeting, Positioning) แม้แต่จะเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน การแบ่งกลุ่มตลาด กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การวางตำแหน่งสินค้าและบริการ เป็นหลักพื้นฐานของการตลาดที่องค์กรใหญ่ๆบางครั้งมองข้าม เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย และไปมุ่งเน้นเรื่องการจัดระบบ ที่ทำให้ทุกๆสาขาเหมือนๆกัน เพื่อลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว

ใครสนใจบทความ สามารถกดเข้าไปอ่านได้ฟรีที่ลิงก์ในรูปข้างบน เป็นบทความภาษาอังกฤษสามสิบกว่าหน้าที่อ่านได้ไม่ยาก นายจอห์นเค้ารวบรวมความเห็นจากลูกค้าว่าสตาร์บั๊คควรต้องปรับปรุงอย่างไรบ้าง เราจะเห็นมุมมองของลูกค้าแต่ละกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ใครทำงานบริหารหรือการตลาด ลองนึกดูว่าธุรกิจ หรือผลิตภัณฑ์ที่เรารับผิดชอบ ได้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายเราดีเพียงพอแล้วหรือยัง หรือว่ากลุ่มตลาดที่เราแบ่ง ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ หรือการวางตำแหน่งสินค้าไม่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งหมดที่วางไว้ การสำรวจความเห็นของลูกค้า และนำไปปรับกลยุทธการตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท จะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราสามารถนำความเห็นจากภายนอกมาใช้เพิ่มรายได้และกำไรให้กับบริษัทได้ดียิ่งขึ้นครับ

ความคิดเห็น (3)

แนะนำร้านไก่ย่างเม็กซิกัน El Pollo Loco

เมื่อเย็นวันพฤหัส พรรคพวกหม่ำๆทัวร์ไปกินไก่ย่างที่ร้านอาหารจานด่วนเม็กซิกันชื่อ El Pollo Loco สาขาที่ไปกินอยู่เมือง Melrose Park ไม่ไกลจากสนามบินโอแฮร์เท่าไร

ไปกันห้าคน สั่งไก่ย่าง 16 ชิ้น กับข้าวโพด มันบด ข้าวเม็กซิกัน แป้งโรตีสำหรับห่อ มากิน เค้าเสิร์ฟแทบทันที ไม่ต้องรอเหมือนกับไปกินร้านอาหารแบบนั่งสั่ง แล้วตักน้ำจิ้มหลายๆแบบมากินแกล้ม หนังไก่กรอบ คล้ายๆไก่ย่างบ้านเรา

บรรยากาศภายในร้าน เอ ทำไมไม่เห็นลูกค้าโต๊ะอื่นหว่า จริงๆแล้วเพราะว่าเรานั่งคุยกันนานจนลูกค้าอื่นกลับไปหมด

โปสเตอร์และสีประดับภายในร้านสวยดี

ก่อนกลับถ่ายรูปหน้าร้านเก็บไว้ กินที่นี่ทำให้นึกถึงไก่ย่าง ส้มตำจัง ไม่ได้กินส้มตำนานเริ่มจะลงแดง :)

ขอบใจน้องอิ๊บที่พาไปกิน(อีกแล้ว) มื้อนี้เฉลี่ยคนละ $7 ครับ

ความคิดเห็น (3)

จัดอันดับยี่ห้อดังระดับโลก ที่หนึ่งคือ…

…กูลเกิ้ลครับ ผลการจัดลำดับโดยบ.วิจัยการตลาด Millward Brown Optimor ประจำปี 2007 ผลรายชื่อและมูลค่าของยี่ห้อมีดังนี้

1. Google–$66.4 billion
2. General Electric–$61.9 billion
3. Microsoft–$55 billion
4. Coca-Cola–$44.1 billion
5. China Mobile–$41.2 billion
6. Marlboro–$39.2 billion
7. Wal-Mart–$36.9 billion
8. Citigroup–$33.7 billion
9. IBM–$33.6 billion
10. Toyota Motor–$33.4 billion

3 ใน 10 ลำดับแรกเป็นบ.คอมพิวเตอร์ เดี๋ยวนี้คอมพิวเตอร์มีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเยอะทีเดียว บ.คอมฯที่เน้นการออกแบบและจับตลาดผู้บริโภคอย่างแอปเปิ้ลแม้ไม่ติดหนึ่งในสิบแต่ได้ที่ 16 ก็ถือว่าไม่เลวเลยครับ

พูดถึงยี่ห้อดัง เมืองไทยมีการจัดลำดับยี่ห้อดังบ้างไหมเนี่ย

ที่มาข่าว Google beats Microsoft, Coke in brand stakes

ความคิดเห็น (2)

รายการทีวีสัมภาณ์บิลเกตส์กับวาเรนบัฟเฟต

เมื่อคืนดูทีวีช่อง PBS แบบ HighDef ภายใต้ช่อง WTTD เค้ามีรายการสัมภาษณ์สองอัครมหาเศรษฐีโลกนายบิลเกตส์ผู้ก่อตั้งบ.ไมโครซอฟท์กับนายวาเรน บัฟเฟต ผู้บริหารกองทุนดัง จัดโดยมหาลัยเนบราสก้าที่วาเรนเป็นศิษย์เก่า สังเกตจากเสื้อแดงที่คุณวาเรนสวมมีตัว N ปักอยู่

ตอนแรกคุณบิลใส่เสื้อมหาลัยฮาร์วาร์ดที่เค้าเคยเรียน แต่ไม่จบเพราะออกมาก่อตั้งบ.ไมโครซอฟท์ก่อน พอโดนคุณวาเรน เพื่อนสนิทแซวว่าไม่ได้จบจากฮาร์วาร์ดนี่ เค้าเลยถอดออก

นักศึกษาที่นั่นผลัดกันมาถามคำถาม หลายสิบข้อให้สองคนตอบ คำถามง่ายๆอย่างตอนนี้แต่ละคนพกเงินติดตัวมาเท่าไร (วาเรนมีมากว่าห้าร้อยเหรียญ ในขณะที่บิลเกสต์ไม่ได้พกกระเป๋าตังค์ มีแต่กระดาษโน้ต) จนถึงคำถามระดับเปลี่ยนแปลงโลก และคำถามครอบครัว ทั้งสองคนตอบอย่างเป็นการเองและตรงไปตรงมาดี ไม่ได้ตอบแบบสร้างภาพ ทำให้ผมรู้สึกประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คุณบิล เค้าเน้นว่าเป้าหมายที่เค้าอยากทำให้สำเร็จนอกเหนือจากเรื่องธุรกิจ ก็คือ ครอบครัวและการเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด (เป็นคนรวยนี่ลำบากใช่เล่น เพราะลูกๆมีความพร้อมและวัตถุมากเกินไป อาศัยในบ้านราคา 110 ล้านเหรียญสหรัฐ แถมยังต้องเสี่ยงต่อการถูกลักพาตัว และถูกชักพาโดยคนรู้จักได้ง่าย)


หนึ่งในนักศึกษาที่ระดมยิงคำถาม บางคำถามตอบยากไม่น้อยทีเดียว การได้ดูได้ฟังนับว่าเป็นการฝึกการตอบคำถามแบบหนึ่ง

พอรายการจบ เค้ามีทำการสัมภาษณ์เป็นแผ่นดีวีดีขายด้วย ธุรกิจจริงๆ แต่คิดว่าขายในนามของรายการทีวี ขายตั้งแผ่นละ $25 แพงจัง

ทั้งสองคนเป็นคนรวยที่ให้ความสำคัญกับการทำอะไรคืนสังคม มูลนิธีที่แต่ละคนตั้งก็มีการบริจาคเงินช่วยเหลือสังคมเป็นจำนวนมาก ไม่รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆที่สองคนนี้ทำให้กับสังคม นับว่าเป็นบุคคลตัวอย่างน่ายกย่องทีเดียว

ความคิดเห็น (3)

« ดูรายการก่อนหน้านี้