ความสำคัญของโบราณคดี
อาทิตย์นี้ใครที่ติดตามตลาดหุ้นโลก คงได้ระทึกกับวิกฤตตลาดการเงินสหรัฐที่มีผลกระทบกระจายไปทั่วโลก จนนานาธนาคารกลางของแต่ละประเทศต้องร่วมมือกันป้อนเงินเข้าสู่ระบบเป็นปริมาณมหาศาล
ตลาดการเงินอยู่ได้ที่สภาพคล่องและความเชื่อมั่นของคน เพราะธรรมชาติของการหมุนเงินเกินกว่าปริมาณเงินที่มีอยู่จริง อย่างธนาคารรับฝากเงินหนึ่งบาทแต่เอาเงินไปให้กู้สิบบาท เมื่อไรก็ตามคนขาดความเชื่อมั่น ก็จะถอนเงิน หรือตรึงเงินไม่ยอมให้คนอื่นกู้ ทำให้ขาดสภาพคล่อง บริษัทที่มีสภาพคล่องแย่อยู่แล้วก็ยิ่งแย่หนักจนล้ม และดึงให้บริษัทในวงการ ลูกค้าและ supplier ที่เกี่ยวข้องล้มไปด้วย จนทำให้รัฐบาลต้องมาช่วยเหลือ เงินที่ช่วยเหลือ ก็มาจากภาษีประชาชน ทำให้ทุกคนเดือดร้อนกันไปถ้วนหน้า
คราวนี้วิธีการใดถึงจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ดีที่สุด สิ่งที่เราคิดถึง ก็คือ การดูตัวอย่างจากปัญหาเมื่อคราวก่อน อย่างปัญหาระบบเงินฝากพังทลายในสหรัฐเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ปัญหา Great depression ช่วงสงครามโลก ก็กลายเป็นตัวอย่างการแก้ปัญหา ที่รัฐบาลพยายามนำมาประยุกต์กับสถานการณ์ปัจจุบัน
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จึงมักเป็นผู้ที่ผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาก่อน หรือไม่ก็ศึกษาเหตุการณ์เหล่านี้และสามารถแนะนำวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมปัญหาได้เพียงพอ ไม่อย่างนั้น การอุดรอยรั่วจุดหนึ่ง แล้วไปรั่วอีกจุดหนึ่ง ก็จะกลายเป็นการแก้ปัญหาไม่รู้จบจนหมดแรงหรือหมดทรัพยากรไป
วงการพัฒนาซอฟท์แวร์ก็เหมือนกัน การสร้างความรู้จากประสพการณ์สั่งสม จึงเป็นสิ่งสำคัญ การถ่ายทอดความรู้ และการเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาตามบริบท (context) ต่างๆ จะทำให้เราสามารถนำไปประยุกต์แก้ปัญหาที่ใกล้เคียงได้ วงการซอฟท์แวร์เมื่อสิบปีที่ผ่านมาจึงให้ความสำคัญกับ Design Patterns มาก ซึ่งก็มีผลมาจากการศึกษาคดีสมัยก่อนตามหลักโบราณคดีนี่เอง
ใครคิดว่าโบราณคดีไม่สำคัญ!





